คู่มือการให้บริการสถานเวชศาสตร์ชันสูตร คณะเทคนิคการแพทย์

คู่มือการให้บริการสถานเวชศาสตร์ชันสูตร

คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

หน้าแรก


สถานเวชศาสตร์ชันสูตร คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่หลักในการให้บริการตรวจทางเวชศาสตร์ชันสูตร โดยถือคุณภาพและประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นสำคัญ การให้บริการดังกล่าวจะมีคุณภาพได้ต้องมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนหลักคือ ช่วงก่อนการวิเคราะห์ (Pre – analytical phase) ช่วงการวิเคราะห์ (Analytical phase) และช่วงหลังการวิเคราะห์ (Post – analytical phase) โดยการผิดพลาดส่วนใหญ่มักเกิดจากขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการตั้งแต่การเตรียมผู้ป่วยก่อนการเก็บสิ่งส่งตรวจ ขั้นตอนการเก็บสิ่งส่งตรวจ และขั้นตอนการส่งสิ่งส่งตรวจ

สถานเวชศาสตร์ชันสูตรจึงได้จัดทำคู่มือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการขึ้นตามมาตรฐาน ISO 15189 :2012 เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ใช้บริการในการเตรียมตัวและจัดเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อให้ได้สิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพและทำให้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ได้มีคุณภาพถูกต้องและแม่นยำ คู่มือฉบับนี้ประกอบด้วยรายการตรวจวิเคราะห์ที่ให้บริการ ตัวอย่างใบขอส่งตรวจ การเก็บสิ่งส่งตรวจ การส่งสิ่งส่งตรวจ ราคาค่าตรวจ ค่าอ้างอิงในคนปกติ การรายงานผล รวมทั้งระยะเวลาในการขอตรวจเพิ่มเติมจากสิ่งส่งตรวจเดิม โดยค่าอ้างอิงในคนปกติ โดยมีปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ฉบับที่ใช้นี้เป็นฉบับปัจจุบันเป็นการปรับปรุงครั้ง ที่ 10

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือที่จัดทำขึ้นนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแพทย์ พยาบาล ผู้รับบริการหรือบุคลากรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้ได้มาซึ่งสิ่งส่งตรวจที่มีคุณภาพนำไปสู่ผลการวิเคราะห์ที่ถูกต้องและแม่นยำในการรักษาพยาบาลและการพยากรณ์โรคต่อไป และหากท่านมีข้อสงสัย ข้อเสนอแนะ และคำแนะนำ ท่านสามารถแจ้ง มายังสถานเวชศาสตร์ชันสูตร จักเป็นพระคุณยิ่ง

การทดสอบให้บริการ


การทดสอบที่ห้องปฏิบัติการสถานเวชศาสตร์ชันสูตร คณะเทคนิคการแพทย์  มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการ มีดังนี้

การทดสอบทางซีโรโลยีและอิมมูโนโลยี (1.2)
การทดสอบสอบทางโลหิตวิทยา จุลทรรศนศาสตร์และปรสิตวิทยา (1.3)
การทดสอบทางการห้ามเลือด (1.4)
การทดสอบทางพิษวิทยา (1.5)
การทดสอบวินิจฉัยโรคระดับโมเลกุล (1.6)
การทดสอบ Hemoglobin Typing (1.7)
การทดสอบทางเวชพันธุศาสตร์ (1.8)
  • Chromosome analysis (Karyotyping) – Amniotic fluid
  • Chromosome analysis (Karyotyping) – Blood (Constitutional)
  • Chromosome analysis (Karyotyping) – Hematologic malignancies

ใบคำขอส่งตรวจ


วิธีการกรอกใบขอตรวจ  กรอกใบส่งตรวจให้ถูกต้อง ชัดเจน และครบถ้วน ตามชนิดการทดสอบ ในกรณีที่ใบส่งตรวจมีการทดสอบไม่ครบตามที่จะจัดส่ง สามารถเขียนเพิ่มเติมในช่องการทดสอบอื่น (Other…..) การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการสถานเวชศาสตร์ชันสูตร สามารถใช้ใบขอตรวจที่จัดทำโดยคณะเทคนิคการแพทย์ มีดังนี้

การเตรียมผู้ป่วยและการเก็บสิ่งส่งตรวจ


การเตรียมผู้ป่วย (3.1)

รายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่ให้บริการส่วนใหญ่ไม่ต้องมีการเตรียมผู้ป่วย เฉพาะบางรายการเท่านั้นที่ต้องมีการเตรียมผู้ป่วย โดยสรุปรายการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็นต้องมีการเตรียมผู้ป่วยมีดังต่อไปนี้

1) งดอาหาร 8 ชั่วโมง
: Glucose

2) งดอาหาร 12 ชั่วโมง
: Beta-cross Laps  | Calcium  |  FolateInorganic phosphate  |  Osteocalcin (N-MID)  |  PTH  |  Triglyceride  |  Vitamin B12

3) งด Alcohol 72 ชั่วโมง
: Triglyceride

4) ควรเจาะเลือดส่งตรวจในเวลาเดียวกันของแต่ละวัน (8.00 -10.00 น.)
: APTT ratio  |  Beta-cross Laps  |  Calcium  |  Cortisol  |  Inorganic phosphate  |  Occult blood for stool specimen  |  Osteocalcin (N-MID)  |  Prolactin  |  PTH

5) ไม่ควรรัดแขนผู้ป่วยนานเกินไป
: Electrolytes  |  LDH

6) Hct  สูงมากกว่า  55 % ต้องขอ tube พิเศษ
: APTT  |  PT

ภาชนะและหลอดเลือดสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจ (3.2)

แนวทางปฏิบัติการเลือกใช้ภาชนะและหลอดเลือดสำหรับเก็บสิ่งส่งตรวจ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งส่งตรวจที่ถูกต้อง และเหมาะสมกับการตรวจวิเคราะห์เพื่อให้ได้ผลใกล้เคียงกับสิ่งส่งตรวจในร่างกายให้มากที่สุด

ชนิดของภาชนะจัดเก็บ สารป้องกันการเสื่อมสภาพในภาชนะ ชนิดการทดสอบที่เลือกใช้
หลอดจุกสีแดง   ไม่มีสารกันเลือดแข็ง มี 2 ชนิด เป็นหลอดเปล่าหรือหลอดบรรจุเม็ดพลาสติกเพื่อกระตุ้นการแข็งตัวของเลือด   การตรวจทางเคมีคลินิก ภูมิคุ้มกันวิทยา  ซีโรโลยี และพิษวิทยา เป็นส่วนใหญ่ (กรุณาตรวจสอบในคู่มือเนื่องจากการทดสอบบางชนิดไม่สามารถใช้หลอดชนิดนี้ได้)
 หลอดจุกสีเขียว   Lithium heparin   การตรวจทางเคมีคลินิกภูมิคุ้มกันวิทยา  ซีโรโลยี เป็นส่วนใหญ่ (กรุณาตรวจสอบในคู่มือเนื่องจากการทดสอบบางชนิดไม่สามารถใช้หลอดชนิดนี้ได้)
หลอดจุกสีเทา   Sodium fluoride (NaF)   ใช้สำหรับตรวจหา Glucose
หลอดจุกสีม่วง   K3 EDTA   การตรวจทางโลหิตวิทยา : ได้แก่ CBC, ESR
  การตรวจทางเคมีคลินิก : ได้แก่ HbA1c,
β-CrossLaps, Total P1NP และ Osteocalcin (N-MID)
  การตรวจทางพิษวิทยา : ได้แก่ Cd Pb, Hg
หลอดจุกสีฟ้า   3.2% Sodium citrate   การตรวจทางโลหิตวิทยา ในระบบการห้ามเลือด
กระป๋องพลาสติกมีฝาปิด   ไม่มีสาร   การทดสอบทางจุลทรรศนศาสตร์คลินิก การตรวจปัสสาวะ และอุจจาระ
หลอดปราศจากเชื้อ   ไม่มีสาร   การทดสอบความผิดปกติของโครโมโซม Chromosome Analysis
หลอดปราศจากเชื้อ   VTM/UTM   การทดสอบวินิจฉัยโรคระดับโมเลกุล เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19)

หมายเหตุ


1. ปริมาตรที่ใช้ให้ใส่ตามปริมาตรที่ระบุไว้ข้างหลอดเก็บเลือด เพื่อให้ได้อัตราส่วนระหว่าง สารกันเลือดแข็งกับปริมาตรของเลือดที่ถูกต้อง

2. การตรวจทางเคมีส่วนใหญ่ ภูมิคุ้มกันวิทยา  ซีโรโลยี ใช้ได้ ทั้งหลอดไม่มีสารกันเลือดแข็ง  (หลอดฝาสีแดง)  และหลอดที่มีสารกันเลือดแข็งชนิด Lithium heparin (หลอดฝาสีเขียว ) ยกเว้นการทดสอบต่อไปนี้

2.1 การตรวจวิเคราะห์ที่ใช้เฉพาะหลอดที่มีสารกันเลือดแข็ง EDTA (หลอดฝาสีม่วง)  คือ HbA1c , β-CrossLaps ,Total P1NP และ Osteocalcin (N-MID)

2.2 การตรวจวิเคราะห์ที่ใช้เฉพาะหลอดที่มีสารกันเลือดแข็ง NaF (หลอดฝาสีเทา) คือ Glucose

การติดป้ายชื่อ (3.3)

เลือกภาชนะเก็บสิ่งส่งตรวจให้ตรงกับชนิดการทดสอที่ที่จะส่งตรวจ
🠗
ป้ายชื่อต้องมี ชื่อ – นามสกุล HN เขียนหรือพิมพ์ไว้ให้เห็นชัดเจนอ่านง่าย
🠗
ปิดป้ายชื่อในแนวตรง ให้เห็นแถบบอกชนิดของหลอด  และปริมาตรที่กำหนดไว้สำหรับใส่เลือด
และเว้นช่องว่างให้เห็นเลือดในหลอด

หมายเหตุ


ขนาดของป้ายชื่อควรให้มีความยาวเท่ากับหรือสั้นกว่าขนาดขอภาชนะ ในกรณีที่ป้ายชื่อมีความยาวมากกว่าให้ตัดส่วนเกินออก โดยเหลือส่วนที่เป็น HN และชื่อ-นามสกุล

การเจาะเลือด (3.4)

1. ตรวจดูป้ายชื่อผู้รับบริการที่ติดในใบรับผล/ใบขอตรวจ และหลอดเก็บเลือดว่าตรงกันหรือไม่

2. ตรวจสอบชนิดของหลอดเก็บเลือดว่าครบตามการสั่งตรวจตามระบุในใบรับผล/ใบขอตรวจ หรือไม่

3. ตรวจสอบ ชื่อ-นามสกุล ของผู้รับบริการ ก่อนการเจาะเลือด

4. รัดแขนแบบเงื่อนกระตุกเหนือตำแหน่งที่จะแทงเข็ม 2-3 นิ้ว ไม่ควรรัดแขนผู้รับบริการนานเกิน 1 นาที เนื่องจากอาจทำให้ค่าการตรวจวิเคราะห์บางชนิดสูงเกินจริง

5. ให้ผู้รับบริการกำมือ ไม่ควรให้ผู้รับบริการกำ และแบมือซ้ำ ๆ หรือพับแขนขึ้นลงเพื่อให้เห็นเส้นเลือด เนื่องจากอาจทำให้ค่าการวิเคราะห์บางค่าผิดพลาดได้

6. ไม่ควรเจาะแขนข้างที่กำลังให้สารน้ำเข้าทางหลอดเลือด และแขนข้างที่ผ่าตัดเต้านมซึ่งอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนจากน้ำเหลืองคั่ง

7. ถ้าไม่เจาะเลือดโดยวิธีสุญญากาศไม่ให้เปิดฝาจุก ให้ใช้เข็มแทงผ่านจุกแล้วค่อย ๆ ให้ระบบสุญญากาศดูดเลือดเข้าไปเอง ไม่ต้องดันลูกสูบกระบอกฉีดยาเพราะจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตก

8. ในกรณีทีมีการส่งเลือดหลายหลอด ให้ลำดับการใส่เลือดลงหลอดเลือดดังนี้

8.1 หลอด Sodium citrate

8.2 หลอด Clotted blood

8.3 หลอด Lithium heparin

8.4 หลอด EDTA

8.5 หลอด Sodium fluoride

9. เมื่อใส่เลือดลงหลอดแล้วให้ทำการเอียงหลอดเลือดเบา ๆ ประมาณ 8-10 ครั้งเพื่อให้เลือด และสารกันเลือดแข็งที่อยู่ในหลอดผสมกันดีและเลือดไม่แข็งตัว ยกเว้นหลอดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งไม่ต้องเอียง
10. เซ็นชื่อผู้เจาะเลือดในใบนำส่ง กรณีที่เจาะเลือดมาเองนอกห้องปฏิบัติการ

การเก็บปัสสาวะ (3.5)

ชนิดของการเก็บปัสสาวะ

1. Random urine (Spot urine) หมายถึง ปัสสาวะที่เก็บได้จากการถ่ายแต่ละครั้งแล้วนำมาตรวจทันที
2. First morning urine หมายถึง ปัสสาวะที่เก็บครั้งแรกหลังจากการตื่นนอนตอนเช้า
3. 24 hrs urine  หมายถึง  ปัสสาวะที่เก็บให้ครบทั้งหมดภายในเวลา 24 ชั่วโมง

วิธีการเก็บปัสสาวะ

1. การเก็บปัสสาวะตรวจ Urine analysis (Mid stream urine)

1.1 ทำควรสะอาดบริเวณอวัยวะขับถ่ายก่อนการเก็บ

1.2 ถ่ายปัสสาวะในช่วงแรกทิ้งไปก่อนเล็กน้อยและเก็บปัสสาวช่วงกลางให้ได้ปริมาตรไม่น้อยกว่า 10 มิลลิลิตร ใส่ภาชนะปากกว้างที่สะอาดแห้งสนิท

1.3 ปัสสาวะในช่วงท้ายทิ้งไป

1.4 ปิดฝาภาชนะให้สนิทก่อนนำส่ง

1.5 ติดป้ายชื่อข้างภาชนะโดยมีรายละเอียดอย่างน้อย ชื่อ-นามสกุล และ HN ให้เห็นชัดเจนอ่านง่าย

2. การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจวิเคราะห์ Calcium, Phosphorus และ Magnesium

2.1 เตรียมภาชนะสำหรับบรรจุปัสสาวะ  1- 2 ลิตร ล้างให้สะอาดแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง เตรียมสารรักษาสภาพ 6 N HCl 10 มิลลิลิตร

2.2 ติดฉลาก ชื่อ- สกุล เวลาและวันที่เริ่มและสิ้นสุดการเก็บ ไว้ที่ข้างภาชนะ

2.3 ก่อนจับเวลาให้ถ่ายปัสสาวะทิ้งให้หมด เพื่อเป็นการล้างกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง แล้วเริ่มจับเวลา

2.4 ในครั้งแรกที่ปัสสาวะหลังจากเริ่มจับเวลาให้ปัสสาวะใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้แล้วจึงเติม 6 N HCl 10 มิลลิลิตรหลังจากนั้นทุกครั้งที่ปวดปัสสาวะให้เก็บปัสสาวะทั้งหมดลงขวดที่มีสารรักษาสภาพ จนครบ 24 ชั่วโมง

2.5 เมื่อครบ 24 ชั่วโมงให้ถ่ายปัสสาวะครั้งสุดท้ายเก็บใส่ในภาชนะที่มีสารรักษาสภาพ

2.6 การนำส่งในกรณีที่ผู้ป่วยอยู่หอผู้ป่วยหรือที่สถานที่ที่มีกระบอกตวงให้พยาบาล/ผู้ป่วย/ผู้ดูแลผู้ป่วย นำหลอดที่ใส่ 6 N HCl ที่ได้จากห้องปฏิบัติการล้างแล้วทิ้งให้แห้ง นำมาติดป้ายชื่อ – สกุล และวันที่ให้เขย่าผสมปัสสาวะให้เข้ากันดี ตวงปริมาตรทั้งหมด และจดปริมาตรลงในใบส่งตรวจและหลอดเก็บปัสสาวะแบ่งปัสสาวะ 10 มิลลิลิตรปิดฝาหลอดให้เรียบร้อย แล้วนำส่งห้องปฏิบัติการ หากไม่สามารถส่งไปในเวลาทำการ ให้เก็บปัสสาวะไว้ในตู้เย็นที่ 2 – 8 องศาส่งปัสสาวะที่วัดปริมาตรแล้วพร้อมใบสั่งตรวจมายังห้องปฏิบัติการในเวลาราชการ

2.7 กรณีที่ผู้ป่วยไม่มีอุปกรณ์ที่สามารถตรวจปัสสาวะได้ ให้ผู้ป่วยนำส่งปัสสาวะทั้งหมดมาที่ห้องปฏิบัติการในเวลาราชการ ห้องปฏิบัติการจะทำการตวงสิ่งส่งตรวจให้และทำการจัดเก็บสิ่งส่งตรวจตามข้อ 2.6

3. การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจวิเคราะห์ Uric acid ปฏิบัติการเก็บปัสสาวะ 24 ชม. ทำเช่นเดียวกับข้อ 2.1 ยกเว้นขวดที่ใช้เก็บปัสสาวะให้ใส่สารป้องกันการเสื่อมสภาพ NaOH  แทน6 N HCL และต้องเก็บขวดปัสสาวะในตู้เย็นจนกว่าจะครบ 24 ชม.

4. การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมงเพื่อตรวจวิเคราะห์อื่น ๆ ไม่ต้องใส่สารป้องกันการเสื่อมสภาพ ให้เก็บเหมือน ข้อ 2 และ 3 โดยไม่ต้องเติม 6 N HCl หรือ NaOH กรณีการเก็บปัสสาวะที่เป็น Urine Glucose ให้เก็บในขวดสีชา แช่น้ำแข็งขณะส่งห้องปฏิบัติการ

การเก็บอุจจาระ (3.6)

การเก็บอุจจาระตรวจ stool examination

การเก็บอุจจาระใส่ภาชนะและปิดฝาให้สนิทก่อนนำส่ง กรณีที่มีมูกเลือดควรเก็บบริเวณที่มีมูกเลือดมาตรวจ ห้ามส่งเป็นกระดาษป้ายอุจจาระหรือเก็บอุจจาระที่มีกระดาษชำระปนเปื้อนมาเพราะจะมีผลต่อการทดสอบในกรณีที่อุจจาระเหลว

การเก็บสิ่งส่งตรวจจาก Nasopharynx และ throat swab (3.7)

1. ก่อนเก็บตัวอย่างจากผู้ป่วยให้เตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมใช้งาน รวมถึงหลอดเก็บตัวอย่าง พร้อมทั้งติดฉลาก ป้ายชื่อต้องมี ชื่อ–นามสกุล HN2. ควรเก็บตัวอย่างเร็วที่สุด เมื่อผู้ป่วยเริ่มปรากฎอาการของโรค อย่างช้าภายใน 3-5 วัน

3. ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ปอดบวม ปอดอักเสบ ควรเก็บตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง เช่น bronchoalveolar และ tracheal aspirate เก็บปริมาตรอย่างน้อย 2-3 mL, sputum เก็บปริมาตรอย่างน้อย 0.5-1 mL ใส่ภาชนะปลอดเชื้อไม่ต้องใส่ UTM/VTM ยกเว้นกรณีผู้ป่วยใส่ tube ให้ตัดสาย ET-tube จุ่มลงในหลอด UTM/VTM และควรเก็บตัวอย่างจากทางเดินหายใจส่วนบนควบคู่ไปด้วยเพื่อเพิ่มโอกาสการพบเชื้อจากการเก็บตัวอย่างหลายระบบ

4. ผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน ให้เก็บตัวอย่าง เช่น nasopharyngeal aspirate, nasopharyngeal wash, nasopharyngeal swab, throat swab

5. ผู้ป่วยที่เก็บตัวอย่างเป็น swab ควรเก็บ nasopharyngeal swab ร่วมกับ throat swab ใส่ใน UTM/VTM ในหลอดเดียวกันเพื่อเพิ่มปริมาณเชื้อไวรัส (ใช้ Dacron หรือ Rayon swab ที่ก้านทำด้วยลวดหรือพลาสติก และไม่มีสาร calcium alginate เมื่อป้ายเสร็จให้จุ่มลงในหลอด UTM/VTM ปริมาตร 1 หรือ 2 mL แล้วหักหรือตัดปลายด้าม swab ทิ้งเพื่อปิดหลอดตัวอย่างได้สนิท

6. บรรจุตัวอย่างในหลอดที่ป้องกันการรั่วไหล (Leak proof) เมื่อเก็บตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว ปิดฝาหลอดหรือภาชนะเก็บตัวอย่างให้สนิทพันด้วย เทป แล้วถอดถุงมือชั้นนอกสุด เปลี่ยนสวมถุงมือคู่ใหม่เพื่อลดการปนเปื้อน ภายนอกหลอดวัตถุตัวอย่างให้เช็ดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ 0.1 % โซดียมไฮโปคลอไรต์

7. เมื่อเก็บตัวอย่างแล้วต้องแช่ในกระติกน้ำแข็งทันทีหรือเก็บในตู้เย็น อุณหภูมิ 2-8 °C แล้วส่งห้องปฏิบัติการภายใน 24 ชั่วโมง กรณีที่ไม่สามารถส่งตรวจภายใน 24 ชั่วโมง ให้เก็บในตู้แช่ที่อุณหภูมิตั้งแต่ -70 °C ขึ้นไป

การเก็บโครโมโซม (3.8)

เจาะน้ำคร่ำ

เจาะน้ำคร่ำจากครรภ์อายุ 15 – 20 สัปดาห์ โดยสูติแพทย์ที่มีความชำนาญเท่านั้น โดยใช้กระบอกฉีดยาดูดน้ำคร่ำปริมาตร 15 – 20 mL แบ่งบรรจุกระบอกละ 7 – 10 mL ปิดปลายกระบอกฉีดยาด้วยจุกปิดหรือเข็มปลอดเชื้อปิดปลอกให้สนิท พันล็อกก้านกระบอกสูบและปลอกเข็มด้วย parafilm ให้แน่น นำส่งทั้งกระบอกฉีดยา หรือถ่ายน้ำคร่ำในหลอดพลาสติก polypropylene ชนิดปลอดเชื้อ 2 หลอด ปิดฝาให้สนิทพันทับด้วย parafilm ให้แน่น ป้องกันตัวอย่างหกรั่ว ปิดฉลากระบุชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย และนำส่งห้องปฏิบัติการพร้อมใบส่งตรวจ

การส่งตรววจกรณีครรภ์แฝด ควรแยกส่งตัวอย่างน้ำคร่ำแต่ละถุง โดยระบุชื่อบ่งชี้ตัวอย่างให้ชัดเจน เช่น Twin A, Twin B เป็นต้น

การเจาะเลือด

– เจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่ท้องแขนด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ ปริมาณ 3 – 5 mL (เด็กเล็กให้ใช้ 2 – 3 mL)

– บรรจุในหลอดเลือดปลอดเชื้อผสมสารกันเลือดแข็งชนิด sodium heparin หรือ lithium heparin (หลอดเลือดจุกสีเขียว)

– ปิดฝาให้สินท พลิกหลอดเลือดคว่ำ–หงาย เบา ๆ ให้เลือดผสมเข้ากัน พันทับฝาด้วย parafilm กันหก รั่วซึม ปิดฉลากระบุชื่อ–นามสกุลผู้ป่วย และนำส่งห้องปฏิบัติการพร้อมใบส่งตรวจ

การเจาะไขกระดูก

– ทำการเจาะไขกระดูกโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น โดยใช้กระบอกฉีดยาดูดไขกระดูกปริมาตร 3–5 mL (เด็กเล็กให้ใช้ 2–3 mL) บรรจุในหลอดเลือดปลอดเชื้อผสมสารกันเลือดแข็งชนิด sodium heparin หรือ lithium heparin (หลอดเลือดจุกสีเขียว)

– ผสมให้เข้ากัน พันทับด้วย parafilm ป้องกันการหก รั่วซึม ปิดฉลากระบุชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย และนำส่งห้องปฏิบัติการพร้อมใบส่งตรวจ

– กรณีที่ไม่สามารถเจาะไขกระดูกได้ แต่แพทย์ต้องการตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซม สามารถใช้ตัวอย่างเลือด (peripheral blood) ที่เจาะเลือดจากเส้นเลือดดำที่ท้องแขนด้วยเทคนิคปลอดเชื้อ ปริมาตร 3–5 mL (เด็กเล็กให้ใช้ 2– 3mL) บรรจุในหลอดเลือดปลอดเชื้อผสมสารกันเลือดแข็งชนิด sodium หรือ lithium heparin (หลอดเลือดจุกสีเขียว) เพื่อส่งตรวจได้ โดยตรวจสอบข้อมูลตัวอย่างตรวจและใบส่งตรวจให้ตรงกัน ทั้งนี้การเตรียมโครโมโซมจากตัวอย่างเลือดอาจให้ผลไม่ดีเท่ากับการเตรียมจากไขกระดูก

ขั้นตอนและสถานที่ส่งสิ่งส่งตรวจ


การนำส่งตรวจที่ต้องมีเงื่อนไขพิเศษ (4.1)

การนำส่งสิ่งส่งตรวจเพื่อทำการวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ โดยทั่วไปแล้วควรส่งทันทีหลังจากเจาะเลือดหรือไม่ควรช้าเกิน 2 ชั่วโมง หลังจากเจาะเลือด อย่างไรก็ตาม ในการเก็บสิ่งส่งตรวจเพื่อการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ บางการทดสอบ มีเงื่อนไขพิเศษในการส่งตรวจดังนี้

สิ่งส่งตรวจที่ควรส่ง ภายใน 1 ชั่วโมง หลังเจาะเลือด
APTT  |  Folate  |  Electrolytes  |  Glucose (ในหลอดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งชนิด NaF)

สิ่งส่งตรวจที่ควรส่ง ภายใน 2 ชั่วโมง หลังเจาะเลือด
Calcium  |  Magnesium  |  CBC  |  PTH  |  Inorganic  |  Phosphate PT-INR

สิ่งส่งตรวจที่ควรส่ง ภายใน 3 ชั่วโมง หลังเจาะเลือด (ต้องระวังไม่ให้โดนแสงแดด และความร้อน)
Concentration technic for stool specimen  |  Routine examination for stool specimen
Occult blood for stool  |  specimen Staining for Cryptosporidium oocyst
Permanent staining for protozoa

สิ่งส่งตรวจที่ต้องระวัง ไม่ให้โดนแสง
CPK  |  Total bilirubin  |  Direct bilirubin  |  Vitamin B12  |  Folate

ห้ามแช่น้ำแข็งหรือเก็บตู้เย็น
Electrolytes  |  LDH

การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจ (4.2)

สถานเวชศาสตร์ชันสูตร มีขั้นตอนการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจเพื่อให้ผู้ขอรับบริการได้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้อง  และมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับสิ่งส่งตรวจจะทำการตรวจสอบสิ่งส่งตรวจก่อนการนำส่งเข้าขบวนการตรวจวิเคราะห์  ตามเกณฑ์การปฏิเสธสิ่งส่งตรวจดังนี้

1. สิ่งส่งตรวจที่ไม่มีใบขอส่งตรวจวิเคราะห์
2. ชื่อ-สกุลในใบขอส่งตรวจวิเคราะห์กับชื่อบนสิ่งส่งตรวจไม่ตรงกัน
3. ไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าสิ่งส่งตรวจนั้นเป็นของบุคคลใด ยกเว้นสิ่งส่งตรวจที่เก็บยาก เช่น CSF
4. ภาชนะที่เก็บตัวอย่างตรวจหรือการใช้สารกันเลือดแข็งไม่ถูกต้องตามที่ได้ระบุไว้ในคู่มือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถานเวชศาสตร์ชันสูตร
5. ปริมาณสิ่งส่งตรวจไม่เพียงพอต่อการวิเคราะห์
6. ปริมาณเลือดกับสารป้องกันการแข็งตัวของเลือดไม่ได้สัดส่วนกัน
7. สิ่งส่งตรวจไม่ได้มาตรฐาน ตามคู่มือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถานเวชศาสตร์ชันสูตร เช่น สิ่งส่งตรวจมี hemolysis ที่มีผลต่อการทดสอบ เช่น Potassium ,LDH, CBC, APTT, PT  สิ่งส่งตรวจที่มีก้อน clot ไม่สามารถทำการตรวจวิเคราะห์ได้ เช่น CBC, ESR, PT, APTT, HbA1c
8. สิ่งส่งตรวจที่ส่งถึงห้องปฏิบัติการช้ากว่ากำหนดที่ได้ระบุไว้ในคู่มือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการของสถานเวชศาสตร์ชันสูตร
9. สิ่งส่งตรวจมีการหกเลอะภาชนะที่เก็บสิ่งส่งตรวจหรือใบขอตรวจวิเคราะห์
10. สิ่งส่งตรวจมีอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมกับการตรวจวิเคราะห์
11. กรณีที่มีใบสิ่งส่งตรวจแต่ไม่มีสิ่งส่งตรวจ

สถานที่รับสิ่งส่งตรวจ (4.3)

สถานเวชศาสตร์ชันสูตร  คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ตึกผู้ป่วยนอก ชั้น 4 ห้อง 418 โรงพยาบาลศิริราช
เบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ 02– 419-7395, 02-419-7398
เปิดให้บริการวันจันทร์ – วันศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) ตั้งแต่เวลา 6.00–16.30 น.

ห้องปฏิบัติการการทดสอบวินิจฉัยโรคระดับโมเลกุล
เลขที่ 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลาขา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170

อาคารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ ชั้น 6 ห้อง 620
โทร.0-2441-4371 ต่อ 26 10 Fax. 0-2441-4380

ห้องปฏิบัติการหน่วยเวชพันธุศาสตร์  สถานเวชศาสตร์ชันสูตร  คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถ.วังหลัง แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 10700
โทร 02-419-7169 หรือ  02-419-7166 ต่อ 172 โทรสาร 02-412-4110

การขอตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำ


การขอตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำ  ทำได้โดยการขอติดต่อที่สถานเวชศาสตร์ชันสูตรโดยตรง  เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจะทำการตรวจสอบว่ามีสิ่งส่งตรวจพอที่จะทำการตรวจวิเคราะห์หรือไม่  ถ้ามีเพียงพอจะแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ ผู้รับบริการจะต้องเขียนใบส่งตรวจเพิ่มเติมหรือขอตรวจซ้ำส่งมายังห้องปฏิบัติการ พร้อมทั้งเขียน lab number และระบุว่าได้ทำการเจาะเลือดไว้แล้วในใบส่งตรวจเพิ่มเติม

ระยะเวลาที่สามารถ/ไม่สามารถ ขอตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำได้ (นับตั้งแต่รับสิ่งส่งตรวจ)

การทดสอบที่ไม่สามารถขอตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำได้
Bicarbonate (Total CO2)  |  
Glucose (ในหลอดที่ไม่มีสารกันเลือดแข็งชนิด NaF)

การทดสอบที่สามารถตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำได้ภายใน 2 ชั่วโมง
APTT  |  Electrolyte  |  CBC  |  PT-INR  |  ESR  |  Routine urinalysis

การทดสอบที่สามารถตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำได้ภายใน 8 ชั่วโมง
ALT  |  Total Vitamin D  |  AST

การทดสอบที่สามารถตรวจเพิ่มเติมหรือตรวจซ้ำได้ภายในวันที่ส่งสิ่งส่งตรวจ
Concentration technic for stool specimen  |  Reticulocyte count  |  Occult blood for stool specimen (IFOBT)
Urine Microalbumin  |  Permanent staining for protozoa  |  Routine examination for stool specimen

Staining for Cryptosporidium oocyst

การทดสอบอื่น ๆ นอกจากนี้ สามารถขอเพิ่มได้ตามระยะเวลาการเก็บสิ่งส่งตรวจประมาณ 24ชั่วโมง หรือตามรายละเอียดในแต่ละการทดสอบ

การรายงานผลการตรวจ


การรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (6.1)

การรายงานผลการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการในกรณีปกติ

เมื่อห้องปฏิบัติการทำการตรวจวิเคราะห์เสร็จแล้ว  เจ้าหน้าที่ทำการวิเคราะห์จะตรวจสอบผลก่อนป้อนผลเข้าระบบ จากนั้นเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทวนสอบผลในภาพรวมของผู้ป่วยจะตรวจสอบผล และลงลายมือชื่อพร้อมชื่อ-นามสกุล และตำแหน่งกำกับ แล้วนำผลใส่ซองให้เจ้าหน้าที่เรียกชื่อผู้ป่วยมารับผล โดยผู้ป่วย/ผู้รับบริการต้องนำใบรับผลมารับผลด้วยตัวเองในเวลาทำการวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 6.00–16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ 

การรายงานผลโดยใช้ค่าความไม่แน่นอนของการวัด (Uncertainty) (6.2)

การรายงานผลโดยใช้ค่าความไม่แน่นอนของการวัด (Uncertainty)

ความไม่แน่นอนของการวัด เป็นพารามิเตอร์ตัวหนึ่งที่สัมพันธ์กับผลการวัดซึ่งแสดงลักษณะการกระจายของค่าซึ่งเชื่อถือได้ว่าเป็นค่าจริงของสิ่งที่ต้องการวัด(measurane) อย่างสมควรจะเป็นการรายงานผล ห้องปฏิบัติการจะรายงานผลที่วิเคราะห์ได้เฉพาะการทดสอบที่มีการร้องขอจากแพทย์หรือผู้รับบริการ

ตัวอย่างการรายงานผลโดยใช้ค่าความไม่แน่นอนของการวัด

Glucose 110 mg/dL

  ค่า Expanded relative std 0.050

  ค่า Expanded Uncertainty (U) มีค่า 110 * 0.050  = 5.5  mg/dL 

  การรายงานค่า Glucose  = 110  ±  5.5 *  mg/dL

*  ค่าความไม่แน่นอนขยายที่รายงานนี้ได้จากการคูณค่าความไม่แน่นอนรวมด้วยตัวประกอบครอบคลุม (k=2)  ที่ระดับความน่าเชื่อถือ 95%

 

การรายงานผลที่เป็นค่าวิกฤต (6.3)

ห้องปฏิบัติการสถานเวชศาสตร์ชันสูตรได้ใช้ค่าวิกฤตของคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นเกณฑ์ในการรายงานผลค่าวิกฤต โดยจะดำเนินการโทรศัพท์แจ้งแก่แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยตามเบอร์โทรศัพท์ที่ได้แจ้งไว้ในใบขอส่งตรวจ เพื่อให้สามารถดำเนินการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยได้ทันเวลา โดยในการโทรศัพท์แจ้งผลนี้ สถานเวชฯ จะต้องบันทึกชื่อผู้แจ้ง เวลาที่แจ้งผล ผู้รับแจ้งผล ตำแหน่ง หอผู้ป่วย ลงในแบบบันทึกการรายงานผลค่าวิกฤติ (SD-QP-MT-005-02) และขอให้ผู้รับแจ้งทำการทวนผลที่แจ้งให้ทราบเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากโทรแจ้งแล้วให้ ผู้รับแจ้ง / ผู้รับบริการ / ผู้แทน มารับใบรายงานฉบับจริงโดยในใบรายงานผลจะมีเครื่องหมาย (CV) หลังผลที่มีค่าวิกฤต เจ้าหน้าที่ทวนสอบผลจะประทับตราด้วยสีแดงว่า “ ค่าวิกฤต ” ก่อนบรรจุใส่ซองส่งให้ผู้มาติดต่อ

ชื่อการทดสอบ หน่วย ค่าวิกฤตค่าต่ำ ค่าวิกฤตค่าต่ำ
Glucose mg/dL <40 >400
Sodium mmol/L <120 >160
Potassium mmol/L <2.8 >6.0
Total Calaium mg/dL <6 >13
Magnesium mg/dL <1 >4.7
Hemoglobin g/dL <7
WBC count x10^9/L >100
Platelet x10^10/L <=10
PT INR ไม่มี >5
APTT Sec >100

* อ้างตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการภาควิชาพยาธิวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ยกเว้น WBC Count, Hemoglobin, Hematocrit, Platelet Count ใช้ตามเกณฑ์ของห้องปฏิบัติการสาขาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล

การรายงานผลทางโทรศัพท์ โทรสาร และจดหมายอิเล็กโทรนิก (6.4)

การรายงานผลทางโทรศัพท์

สถานเวชศาสตร์ชันสูตร ไม่มีนโยบายในการรายงานผลทางโทรศัพท์ ยกเว้นค่าวิกฤต 

การรายงานผลทางโทรสาร และจดหมายอิเล็กโทรนิก

สถานเวชศาสตร์ชันสูตรจะทำการส่งรายงานผลทางโทรสาร และจดหมายอิเล็กโทรนิก เฉพาะหน่วยงาน/บุคลล ที่ทำการขอส่งตรวจเป็นกรณีพิเศษ โดยหน่วยงานหรือบุคคลดังกล่าวต้องกรอกแบบฟอร์มการขอส่งตรวจในกรณีพิเศษพร้อมทั้งเอกสารยืนเอกสารแสดงความจำนงค์ระบุรายละเอียด เบอร์โทรสาร และ/หรือ ที่อยู่จดหมายอิเล็กโทรนิก มายังหัวหน้าสถานเวชศาสตร์ชันสูตรหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย เพื่อพิจารณาคำขอดังกล่าว เมื่อห้องปฏิบัติการพิจารณาแล้วว่ามีเหตุอันควรให้ดำเนินการได้ ห้องปฏิบัติการจะทำการประสานงานแจ้งรายละเอียดการจัดส่งให้ โดยเมื่อการจัดส่งรายงานผลออกจากสถานเวชศาสตร์ชันสูตรแล้ว ผู้แจ้งจำนงค์จะต้องรับผิดชอบในใบรายงานผลการปกปิดผลเพื่อรักษาความลับของผู้รับบริการเมื่อผลถูกส่งตามที่ได้ระบุไว้ในแบบคำขอ

คู่มือการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ สถานเวชศาสตร์ชันสูตร คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ปรับปรุงครั้งที่ 10 เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2564
เอกสารฉบับนี้เป็นลิขสิทธิ์ของสถานเวชศาสตร์ชันสูตร คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล